29 สิงหาคม 2550

บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด

นโยบายคุณภาพ: มุ่งมั่นผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพ เพื่อความพึงพอใจของลูกค้า
นโยบายสิ่งแวดล้อม:บริษัทบางกอกกล๊าส จำกัด ร่วมป้องกันมลพิษและปรับปรุงสิ่งเวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
สโลแกน:ขวดแก้วใบเก่าเพื่อโลกใบใหม่บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด ผู้ผลิต บรรจุภัณฑ์แก้วที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย

เป็นบริษัทร่วมลงทุนระหว่าง
- บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด
- บริษัท Saint - Gobain Oberland Glas AG
- กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ใช้บรรจุภัณฑ์แก้ว
- ผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่นๆ

บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อปี พ.ศ. 2517 ด้วยทุนจดทะเบียน 140 ล้านบาท โดยได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดำเนินการก่อสร้างโรงงานที่ จังหวัด ปทุมธานีแล้วเสร็จ และดำเนินการผลิตเมื่อต้นปี พ.ศ. 2523 ด้วยเตาหลอม 1 เตากำลังการผลิต 135 ตันต่อวัน หรือประมาณ 1 ล้านขวดต่อวัน บริษัทฯ ได้เจริญเติบโตและขยายกำลังการผลิตมาโดยตลอด จนปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 900 ล้านบาท มีโรงงาน 2 แห่งที่อำเภอธัญบุรี จังหวัด ปทุมธานี (5 เตา) และที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง (3 เตา) ซึ่งในอนาคตจะมีโรงงานแห่งที่ 3 ที่จังหวัด ขอนแก่น ซึ่งจะเปิดดำเนินการได้ในต้นปี 2551
ปัจจุบัน บริษัทฯ มีกำลังการผลิตจากโรงงานทั้ง 2 แห่ง รวมกันถึง ประมาณ 2,230 ตัน ต่อวัน หรือประมาณ 8,000,000 - 12,000,000 ขวดต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์แก้ว ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ทำการคิดค้น และพัฒนา เทคโนโลยีการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วให้ทันสมัยมีประสิทธิภาพมากขึ้นมาโดยตลอด จนเป็นที่ยอมรับของลูกค้าผู้ใช้บรรจุภัณฑ์แก้วจนก้าวมาเป็นผู้นำในการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้ว ในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชีย โดยยึดหลักว่า เราห่วงใยและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม ได้รับรองมาตรฐาน ISO 9001:200, ISO1400:2004 มีห้องพยาบาล ทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง


ติดต่อที่ 194 หมู่ 4 ต. กระแสบน อ. แกลง จ.ระยอง 21110
โทรศัพท์ : (66) 0-3867-8111-9
โทรสาร : (66) 0-3861-5871

ข้อมูลเกี่ยวกับโรงงาน

ข้อมูลเกี่ยวกับโรงงาน
- โรงงานจังหวัดปทุมธานี (บริษัทแม่)
จำนวนเตาหลอม 5 จำนวนสายการผลิต 16 กำลังการผลิต 1,310 ตัน/วัน 4,000,000 – 7,000,000 ขวด/วัน จำนวนพนักงาน 1,979
- โรงงานจังหวัดระยอง
จำนวนเตาหลอม 3 จำนวนสายการผลิต 10 กำลังการผลิต 920 ตัน/วัน 3,000,000 – 5,000,000 ขวด/วัน จำนวนพนักงาน 652
- โรงงานจังหวัดของแก่น
จำนวนเตาหลอม 1 จำนวนสายการผลิต 2 กำลังการผลิต 280 ตัน/วัน 600,000 - 700,000 ขวด/วัน จำนวนพนักงาน 200


ปัจจุบันทางบริษัทได้มีการส่งออกหลายประเทศ เช่น ประเทศเกาหลี, นิวซีแลนด์, ออสเตเลีย และมาเลเซีย เป็นต้น
ห้องเก็บอะไหล่ แบ่งออกเป็น 2 ห้อง คือ ห้องวัตถุดิบ และห้องวัสดุบรรจุ

พัฒนาการที่สำคัญ

ปี 2517 ก่อตั้ง บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตขวดแก้วและจัดจำหน่าย
ปี 2523 เริ่มทำการผลิตที่เตา 1 กำลังการผลิต 150 ตัน/วัน
ปี 2524 บ.บุญรอดบริวเวอรี่ จก. เข้าร่วมลงทุนโดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ปี 2526 บ.บุญรอดบริวเวอรี่ จก. ขยายกำลังการผลิตเป็น 350 ตัน/วัน
ปี 2530 ก่อตั้ง บ.เพรชแพ็ค จก. ดำเนินธุรกิจผลิตขวดพลาสติก
ปี 2531 ก่อตั้ง บ.บางกอกโมล์ ดำเนินธุรกิจผลิตแม่พิมพ์ขวดแก้ว
ปี 2532 บ.บางกอกโมล์ ขยายกำลังการผลิตเป็น 475 ตัน/วัน
ปี 2533 ก่อตั้ง บ.บางกอกคลาสติ้ง จก. ดำเนินธุรกิจ หล่อเหล็ก ทำแม่พิมพ์ บ.บางกอกกล๊าส ขยายกำลังการผลิตเป็น 685 ตัน/วัน
ปี 2534 บ.บางกอกกล๊าส ขยายกำลังการผลิตเป็น 1,035 ตัน/วัน
ปี 2535 ก่อตั้ง บ.ครอรีบอร์ด จก. ดำเนินธุรกิจผลิตแผ่นพลาสติกแข็ง
ปี 2536 เริ่มทำการผลิตอิฐแก้วเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยภายใต้เครื่องหมายการค้า "อิฐแก้วบีจี"
ปี 2537 ก่อตั้ง บ.บางกอกวีซีแพ็ค ดำเนินธุรกิจผลิตกล่องกระดาษ บ.บางกอกกล๊าส จก. ขยายกำลังการผลิตเป็น 1,435 ตัน/วัน
ปี 2538 บ.บางกอกกล๊าส จก. ขยายกำลังการผลิตเป็น 1,560 ตัน/วัน
ปี 2540 บ.บางกอกกล๊าส จก. ขยายกำลังการผลิตเป็น 1,960 ตัน/วัน
ปี 2546 หยุดการผลิตเตา 3 รังสิต เนื่องจากครบอายุการใช้งานอย่างถาวร
ปี 2548 หยุดการผลิตอิฐแก้ว บ.บางกอกกล๊าส จก. ขยายกำลังการผลิตเป็น 2,240 ตัน/วัน
ปี 2549 ก่อตั้ง บ.ขอนแก่นกล๊าส จก. ดำเนินธุรกิจผลิตขวดแก้วและจัดจำหน่าย

เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตขวดแก้ว


เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตขวดแก้ว
เครื่องจักรผลิตสามารถผลิตได้ 250 ขวด/นาที
ระบบกระบวนการผลิตมี 3 ระบบ คือ
1. B&B (Blow and Blow Process) เป็นกรรมวิธีเป่า
2. P&B (Press and Blow Process) เป็นกรรมวิธีอัดแล้วเป่า
3. MMPP

แร่ที่ใช้ในการผลิตมี 4 SILO ดังนี้
1. Limestone
2. Dolomite
3. Soda-ash
4. Feldspar

กระบวนการหลอม

กระบวนการหลอม
การใช้ส่วนผสมของวัตถุดิบมี 3 ทางคือ
1.วัตถุดิบใหม่ที่ซื้อมา
2.วัตถุที่ทำเสร็จแล้วแต่ไม่สามารถใช้งานได้จึงนำมาหลอมใหม่
3.การซื้อขวดแก้วที่ใช้แล้วนำกลับมาหลอมใหม่ที่ได้จากโครงการรีไซเคิล หรือจากคนรับซื้อของเก่า
ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วจะไม่ใช้แก๊สในการเผาไหม้แต่จะใช้น้ำมันเตาแทนเพราะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมวัตถุดิบที่ได้จากการนำกลับมาใช้นั้นต้องผ่านกระบวนการทำความสะอาดก่อน และการชั่งเศษแก้วด้วยการไหล ในกระบวนการหลอมใช้อุณหภูมิในเตา 1,600 ํC ในการหลอม 25 นาที ใช้น้ำมันเตาในการหลอม ส่วนข้างล่างใช้ไฟฟ้า ในเตาจะมีช่องอยู่ 2 ช่อง คือ ช่องทางด้านซ้ายและด้านขวา การหลอมจะต้องทำสลับข้างกัน ส่วนความร้อนที่ออกไปจะกลับหมุนเวียนไว้ จึงช่วยลดอุณภูมิในอากาศไม่ให้ร้อนมากขึ้น มีตัววัดระดับน้ำแก้วถ้าได้ระดับมันจะหยุดการชาร์ตแบ็ต
ขวดขนาดใหญ่จะเริ่มการหลอมตั้งแต่อุณหภูมิ 1,245-1,137 ํC เบียร์ขวดเล็กน้ำหนัก 250 กรัม /ใบ ผลิตได้ 235 ขวด/นาที ส่วนเบียร์ขวดใหญ่มีน้ำหนัก 385 กรัม ผลิตได้ 224 ขวด/นาที ใช้กระบวนการผลิตแบบ Blow & Blowขวดเล็ก 280 กรัม ก้อนแก้ว/ลูกกอล์ฟ จะมีกระบวนการทำข้างหลังก่อนแล้วจึงจะย้อนมาทำข้างหน้า จะใช้กระบวนการผลิตแบบ Blow & Blow ขวดเล็กจะใช้อุณหภูมิที่ร้อนกว่า ขวดเล็กจะใช้อุณหภูมิเริ่มต้นที่ 1,220-1,153 ํC การผลิตขวดกระทิงแดงจะเริ่มต้นตั้งแต่อุณหภูมิที่ 1,265-1,160 ํC โดยใช้อุณหภูมิที่ร้อนสามารถผลิตได้ 435 ขวด/ นาที ในกระบวนการลำเลียงจะต้องมีการทาน้ำยาเพื่อลดการเสียดสี มีเครื่องตรวจการเปลี่ยนรูปหรือสิ่งแปลกปลอมในขวด ถ้าขวดใบนั้นผิดรูปแบบมันจะแยกไว้อีกที่หนึ่ง ส่วนขวดที่มีลักษณะตามรูปแบบก็จะลำเลียงไปยังการบรรจุภัณฑ์ จากการไปดูจะเป็นเบียร์ขวดเล็กถ้าเป็นการบรรจุขวดเบียร์จะต้องใช้พลาสติกในการคลุมแต่มีราคาแพง 1 แพ็ค ถ้าใช้พลาสติกคลุมก็มีราคาถึง 90 บาท แต่ถ้าใช้เทป มีราคา 32 บาท สามารถประหยัดได้ถึงครึ่งหนึ่งเลย จากนั้นก็จะส่งไปยังอีกห้องหนึ่งซึ่งจะมีคนงานที่ขับรถที่ใช้เคลื่อนย้ายสิ่งของไปแต่ละจุดเพื่อรอการจัดส่งให้แต่ละบริษัทที่สั่งทำ การทำงานทุกขั้นตอนใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการควบคุมทั้งหมดตั้งแต่การผสมวัตถุดิบ

โครงการรีไซเคิล


ปัจจุบัน โลกมีวิวัฒนาการสูงขึ้น และประชากรก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ปัญหาด้านมลภาวะและขยะ ต่างๆ ที่เกิดมาจากการกระทำของมนุษย์ส่งผลให้สภาวะแวดล้อมที่มีอยู่เสียไป มีผลต่อการดำรงชีวิตของประชากร
ภาชนะบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระดาษ พลาสติก โฟม อลูมิเนียม แก้ว ซึ่งได้ผลิตมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน จุดประสงค์ เพื่อบรรจุอาหารและน้ำ เพื่อความสะดวกในการบริโภค เมื่อเสร็จสิ้นการบริโภค มนุษย์ก็จะนำไปทิ้งเป็นขยะ ดังที่สร้างปัญหาให้สังคมในปัจจุบัน
มนุษย์จึงได้หาหนทางที่จะจัดการกับขยะเหล่านั้นด้วยวิธีต่างๆ และวิธีการหนึ่งที่ได้พยายามนำบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่ เช่น "แก้ว" เพราะแก้วเป็นวัตถุที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี และเมื่อนำเศษแก้วมาหลอมใช้ใหม่ก็ยังคงคุณภาพเช่นเดิม ซึ่งจะแตกต่างกับพลาสติกหรือโฟม ไม่ค่อยมีการนำกลับมาใช้ใหม่ แม้จะนำกลับมาใช้ใหม่คุณสมบัติก็ไม่บริสุทธิ์ครบถ้วนเหมือนเดิม
แก้วจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต จากความสำเร็จในการนำเศษแก้วกลับมาใช้ในการผลิตใหม่ได้ ทำให้ประหยัดพลังงาน ทรัพยากร และลดปัญหาขยะ อีกทั้งยังลดการขาดดุลจากการที่ต้องสั่งซื้อสารเคมีจากต่างประเทศอีกด้วย บรรจุภัณฑ์แก้ว นอกจากมีสีสันและรูปลักษณ์ที่สวยงาม สามารถปกป้องคุณภาพสินค้าได้อย่างดีเยี่ยมแล้วยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค ซึ่งการนำกลับมาใช้ใหม่มีได้หลายรูปแบบคือ
Recycle ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแก้ว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดีสามารถนำกลับมา รีไซเคิลหรือใช้ในการผลิตใหม่ซ้ำๆ ได้ไม่รู้จบโดยยังมีคุณสมบัติเหมือนเดิม 100% วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตภัณฑ์แก้วคือ ทรายแก้ว หินปูน หินโดโลไมท์ หินฟันม้า เป็นแร่ธาตุในธรรมชาติ และโซดาแอซ รวมถึงสารเคมีต่างๆ ที่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ การรีไซเคิล หรือการใช้ผลิตภัณฑ์แก้วเก่า หรือเศษแก้วกลับมาใช้ในการผลิตใหม่ จึงเป็นการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งยังลดการขาดดุลจากการสั่งซื้อสารเคมีจากต่างประเทศด้วย
เศษแก้วที่นำมาหลอมทำผลิตภัณฑ์ใหม่ยังช่วยประหยัดพลังงานในการหลอมได้อีก 2 ถึง 3 % ทุกๆ 10 % ของเศษแก้วที่ใช้เพิ่มขึ้น ผลพลอยได้จากการใช้พลังงานที่น้อยลง คือการลดมลภาวะทางอากาศจากไอเสียในการหลอมด้วยอีกทางหนึ่ง ดังนั้นปัญหาขยะมากมายในประเทศไทย ถ้าได้มีการแยกแยะเศษแก้วออกจากขยะอื่นๆ แล้วนำกลับมาหลอมใหม่ ก็ย่อมเป็นการ ลดปัญหาได้ส่วนหนึ่ง

Refill เช่นน้ำอัดลม และสินค้าอื่นๆ หลายชนิดจะนำขวดเก่ามาทำความสะอาด และบรรจุใหม่ซ้ำอีกครั้งเป็น การลดต้นทุน ลดภาระค่าบรรจุภัณฑ์ แก่ผู้บริโภคด้วย
Re-use สินค้าหลายชนิดเมื่อบริโภคหมดแล้วขวดเก่านั้นยังสามารถนำมาใช้บรรจุสิ่งอื่นๆ ได้อีก เป็นการใช้ประโยชน์ซ้ำสองได้เต็มที่ด้วย ตัวอย่างเช่น ขวดกาแฟผง เมื่อบริโภคหมดแล้วสามารถใช้ใส่เกลือ น้ำตาล ใช้งานได้อีก
~**ขวดแก้วใบเก่าช่วยโลกใบใหม่ การนำขวดแก้วที่ใช้แล้วนำกลับมารีไซเคิลใหม่ สามารถช่วยลดอุณภูมิในอากาศ ไม่ทำให้โลกร้อน ลดค่าไฟฟ้าได้เดือนละ 25 บาท~**

บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด (อยุธยา เทคโนโลยีเซ็นเตอร์)


บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (อยุธยา เทคโนโลยีเซ็นเตอร์) 92 หมู่ 1 นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ถ.เอเซีย-นครสวรรค์ ต.บ้านเลน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา 13160
โทรศัพท์ 0-3535-0721 โทรสาร 0-3535-0751

บริษัทโซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546 โดยเกิดจากการรวบรวมกิจการระหว่าง บริษัท โซนี่ สยามอินดัสตรี้ส์ จำกัด (ซึ่งภายหลังกำหนดเป็น อยุธยาเทคโนโลยีเซ็นเตอร์) และบริษัทโซนี่ โมบายล์ อิเล็กทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (ซึ่งภายหลังกำหนดเป็น ชลบุรี เทคโนโลยี เซ็นเตอร์) บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (อยุธยาเทคโนโลยีเซ็นเตอร์) ก่อตั้งปี พ.ศ. 2531 และดำเนินการผลิตเครื่องรับโทรทัศน์สี เครื่องเสียง แผงวงจรอิเล็กทรอนิคส์และชิ้นส่วนอุป-กรณ์อิเล็กทรอนิคส์ โดยมีการพัฒนาระบบการจักการอย่างต่อเนื่องและได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 9001: 2000, ISO14001,- OHSAS18001) ครบถ้วนเมื่อ พ.ศ. 2545 ปัจจุบันมีพนักงานทั้งสิ้น 1,613 คน

หลักการทำงานของบริษัท
การดำเนินกิจกรรมการเพิ่มผลผลิตของบริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้รับนโยบายและเป้าหมายจากผู้บริหารระดับสูง ซึ่งกำหนดจากความพึงพอใจของทางลูกค้า แผนธุรกิจในแต่ละปี (นโยบายบริษัท) และข้อกำหนดหรือกฎหมายซึ่งจะส่งผลดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการประกอบการ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษากิจกรรมและเพิ่มผลผลิตให้ดำเนินการได้ตลอดไป